AAI ชูโมเดลธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกรายใหญ่ของไทย เคาะราคาขายหุ้น IPO ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น

 

AAI ชูโมเดลธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกรายใหญ่ของไทย


เคาะราคาขายหุ้น IPO ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น 

 

บมจ.เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ AAI ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานชั้นนำของประเทศประกาศราคาขายหุ้น IPO ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นจองซื้อในวันที่ 17 – 21 ตุลาคม และสำหรับนักลงทุนรายย่อยจองซื้อในวันที่ 21, 25 – 26 ต.ค. 65 คาดนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ชูโมเดลธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกรายใหญ่ของไทย วางโรดแม็พการเติบโต เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับดีมานด์ในตลาดโลก ตามเทรนด์ 
Pet Humanization ยุคสัตว์เลี้ยงเทียบเท่าสมาชิกในครอบครัว

บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย รวมถึงแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 6 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ AAI ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด

นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชนหรือ AAI ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อรับโอกาสทางธุรกิจ พร้อมดำเนินการตามวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสู่สากล ด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำศักยภาพผู้นำตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกรายใหญ่ของไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึกที่ได้รับการไว้วางใจจากลูกค้าในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงให้ความสำคัญในปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด มีการพัฒนาบุคลากร และการให้พนักงานมีความภาคภูมิใจในองค์กร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาผลกำไรอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 

1. กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ตั้งเป้าเป็นผู้รับจ้างผลิตที่ครอบคลุมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก และอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ด ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนางานด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายให้เหมาะสม ยกระดับจากการเป็นผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Co-developer) เป็นคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partners) ที่เข้าใจความต้องการของคู่ค้าและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน อีกทั้งวางเป้าหมายในการต่อยอธุรกิจด้วยการมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกและแบบเม็ดเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ และ 2. กลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ตั้งเป้าเป็นผู้รับจ้างผลิตอาหารในบรรจุภัณฑ์ปิดผนึก ทั้งในแบบกระป๋อง แบบถุงปิดสุญญากาศ (Pouch) และแบบบรรจุถ้วยพลาสติก ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปลาทูน่าเป็นวัตถุดิบหลัก และผลิตภัณฑ์อื่น มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพและความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรักษาผลประกอบการที่ด

กรรมการผู้จัดการ AAI กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้วางแผนการลงทุนในอนาคต โดยเป็นโครงการที่จะเริ่มดำเนินการตั้แต่ปลายปี 2565-2568 ได้แก่ 1)โครงการขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกในประเทศไทย มีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 40,000 ตันต่อปี ในช่วงปลายปี 2565-2568 ซึ่งเล็งเห็นโอกาสจากการที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันโรงงานหลักของ AAI 
มีกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกสูงสุด 42,000 ตันต่อปี และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 85% ในงวด 30 มิถุนายน 2565 และ 2)โครงการลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 2 มีแผนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ (Auto Warehouse) แห่งที่ 2 ภายในปี 2566 คาดว่าจะเก็บสินค้าได้ประมาณ 15,000 – 20,000 พาเลท เนื่องจากคลังสินค้าอัตโนมัติของบริษัทฯ อาไม่เพียงพอรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต 

ขณะที่เทรนด์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการที่ผู้คนมีความต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนผ่านทางประชากรสู่กลุ่ม Millennial และ Generation Z ที่มีความรักสัตว์เมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่าการขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization)การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันซึ่งมีขนาดครอบครัวที่เล็กลงหรือการใช้ชีวิตคู่ที่ไม่มีลูก จึงนิยมรับสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนร่วมชีวิต (Human Companion) เป็นต้น ส่งผลให้มีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว (Pet Humanization) เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงเลือกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงคุณภาพ คุณค่าทางโภชนาการ ประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับอาหารที่ตนเองรับประทานอีกด้วย



นางสาววรัญรัชต์ อัสสานุพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI กล่าวเพิ่มเติมว่า AAI ให้ความสำคัญในการผลิตเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การลดต้นทุนการผลิต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการทำกำไรให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยพูดคุยกับลูกค้าในการวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 1 ปี และจะได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายวางแผนนำประมาณการคำสั่งซื้อดังกล่าว มาบริหารจัดการและประสานงานภายใน เพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบและดำเนินการผลิตอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดภายใต้ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ส่งผลให้ AAI สามารถรักษาผลการดำเนินงานเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาฐานลูกค้ารายสำคัญ รวมถึงสามารถยกระดับสถานะของบริษัทฯ จากการเป็นผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Co-developer) เป็นคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) และเป็นโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งในกลุ่มธุรกิจระดับต้นน้ำและปลายน้ำ (Up-stream / Down-stream)

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ AAI แบ่งผลิตภัณฑ์เป็น 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) สำหรับสุนัขและแมว ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกและผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ด ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับสากล และภายใต้เครื่องหมายการค้าของกลุ่มบริษัทฯ ประกอบด้วย แบรนด์มองชู (monchou) และแบรนด์มาเรีย (Maria) เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดพรีเมียม แบรนด์มองชู บาลานซ์ (monchou balanced) แบรนด์ฮาจิโกะ (Hajiko) เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดมวลชน และแบรนด์โปร (Pro) เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก และ (2) ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าในน้ำปรุงรสและซอสปรุงรส รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสุกพร้อมทาน (Ready-to-eat) ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าทั้งหมด นอกจากนี้ ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ (By-product) จากการแปรรูปปลาทูน่า เช่น ผลิตภัณฑ์ปลาป่น ผลิตภัณฑ์น้ำนึ่งปลา และผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาเป็นต้น

นายทวีชัย ตั้งธนทรัพย์ Head of Investment Banking Capital Market บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า AAI ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมสะท้อนพื้นฐานและศักยภาพการเป็นผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (Wet Pet Food) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมากว่า 15 ปี โดยเตรียมเปิดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 17 – 21 ตุลาคม และนักลงทุนรายย่อยจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 21, 25 - 26 ตุลาคมนี้ และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ AAI มีทุนจดทะเบียน 2,125 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,125 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนชำระแล้วทั้งสิ้น 1,700 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,700 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 637.5 ล้านหุ้น แบ่งเป็น 1)  หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวน 425 ล้านหุ้น และ 2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บมจ. เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น: ASIAN) จำนวน 212.5 ล้านหุ้น รวมทั้งหมดร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้

มั่นใจการเสนอขายหุ้น IPO ของ AAI จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และจากแผนการลงทุนที่ชัดเจนในการเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกในประเทศไทย รวมถึงลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 2 เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น” นายทวีชัย กล่าว