Meta ทุ่มหมื่นล้านดอลลาร์ จับมือ Google Cloud เสริมแกร่งทัพ AI ระยะยาว 6 ปี
ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ชี้กลยุทธ์ Multi-Cloud ของ Meta มุ่งเข้าถึงขุมพลัง TPU และ Vertex AI ของ Google เพื่อเร่งสปีดการพัฒนา Llama และ Metaverse ในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่แข่งเดือด
Meta Platforms, Inc. (บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram) สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ด้วยการบรรลุข้อตกลงด้านคลาวด์คอมพิวติ้งกับ Google เป็นระยะเวลา 6 ปี คิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกลยุทธ์ของ Meta ที่ต้องการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำเพื่อเร่งการพัฒนานวัตกรรมของตนเอง
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Meta จะเข้าใช้บริการที่หลากหลายบนแพลตฟอร์ม Google Cloud ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (storage), ระบบเครือข่าย (networking) และบริการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานและพัฒนาเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่
การที่ Meta ยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในหลายธุรกิจ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้:
1. เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ชั้นนำ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการเข้าถึงฮาร์ดแวร์เฉพาะทางอย่าง TPUs (Tensor Processing Units) ของ Google ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่องาน AI โดยเฉพาะ และมีประสิทธิภาพสูงอย่างยิ่งในการฝึก (Training) และรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ สิ่งนี้จะช่วยให้ Meta สามารถพัฒนาโมเดลภาษา Llama และเทคโนโลยี AI อื่นๆ ได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้เข้าถึงแพลตฟอร์ม Vertex AI ที่ช่วยบริหารจัดการโปรเจกต์ AI ได้อย่างครบวงจร
2. กลยุทธ์ Multi-Cloud เพื่อความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยง แม้ Meta จะมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดมหึมาเป็นของตัวเอง และใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นอย่าง AWS และ Azure อยู่แล้ว การเพิ่ม Google Cloud เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอถือเป็นการ กระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) เพื่อไม่ให้พึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป และยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายระบบได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการใช้พลังประมวลผล AI ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด
3. ลดภาระและต้นทุนการบริหารจัดการ ข้อตกลงนี้ช่วยให้ Meta สามารถเปลี่ยนรายจ่ายฝ่ายทุน (CapEx) จากการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลและซื้อฮาร์ดแวร์ราคาแพง ไปเป็นรายจ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) ที่จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้บริหารงบประมาณได้คล่องตัวขึ้น พร้อมทั้งลดภาระให้ทีมวิศวกรไม่ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน ทำให้สามารถทุ่มเททรัพยากรบุคคลไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทได้อย่างเต็มที่ ทั้งแอปพลิเคชันในเครือ, โมเดล Llama และโลก Metaverse
4. เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด การเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผู้ให้บริการคลาวด์ครบทั้ง 3 เจ้าหลัก (AWS, Azure, Google Cloud) ทำให้ Meta อยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองด้านราคาและเงื่อนไขการบริการที่สูงขึ้น