“บรรยง” ชำแหละเศรษฐกิจไทยติดกับดัก 20 ปี แนะปฏิรูปโครงสร้าง–ดันความโปร่งใส ดึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยคืน
ไทยสร้างไทยเปิดวงเสวนาเศรษฐกิจ “เศรษฐกิจไทยจะรอดได้อย่างไร” “บรรยง พงษ์พานิช” เตือนเศรษฐกิจไทยติดกับดัก 20 ปีจากปัญหาเชิงสถาบัน แนะปฏิรูปเพิ่มความโปร่งใส–เสริมธรรมาภิบาล ขณะ “ดร.พิพัฒน์” ชี้นโยบายภาษีทรัมป์เขย่าโครงสร้างการค้าโลก ไทยต้องเร่งปรับตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีเสวนา “เศรษฐกิจไทยจะรอดได้อย่างไร” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระดับประเทศร่วมถอดรหัสทางรอดของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบางทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีผู้ร่วมฟังกว่า 100 คน จากแวดวงธุรกิจและการเมือง
“บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ใน “กับดัก 20 ปี” โดยเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน สะท้อนจากอัตรา GDP ต่อหัวที่เติบโตเพียง 1.1–1.6% ต่อปี
เขาชี้ว่า ปัญหาหลักของไทยอยู่ที่ “โครงสร้างสถาบัน” และคุณภาพของธรรมาภิบาล ซึ่งวัดจากดัชนีโลก เช่น ดัชนีนิติธรรม และการควบคุมคอร์รัปชัน ซึ่งไทยได้อันดับต่ำกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน
แนวทางปฏิรูปที่เสนอ คือการเพิ่ม “ความโปร่งใสของข้อมูลภาครัฐ” เช่น นำโมเดล GeM ของอินเดีย มาปรับใช้ เพื่อให้ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างรัฐเปิดเผยต่อสาธารณะ ลดทุจริต–เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ยังได้ยกกรณีเปรียบเทียบประเทศจีน ที่เคยมี GDP ต่อหัวต่ำกว่าไทยหลายเท่าในปี 1979 แต่กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่วนไทยกลับโตช้าลงในช่วงที่โลกเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ COVID-19 จะกระทบทั่วโลก แต่ประเทศอื่นใช้เวลาเพียง 1 ปีฟื้นตัว แต่ไทยต้องใช้ถึง 4 ปี ส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าทางสถาบันและความขัดแย้งทางการเมือง
“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มเกียรตินาคินภัทร กล่าวเสริมว่า แนวโน้มโลกเปลี่ยนจากการค้าเสรีไปสู่การกีดกัน โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ ที่ใช้การขึ้นภาษีเป็นอาวุธการค้า
ไทยต้องแลกเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น หมู และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้สิทธิภาษีนำเข้าสินค้าส่งออกที่ 19% หากต่อรองไม่ได้อาจถูกเก็บสูงถึง 36–40% โดยเฉพาะในสินค้าจากจีนที่มาประกอบในไทยแล้วส่งออกไปสหรัฐฯ
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นทางแยกสำคัญระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกกับการคุ้มครองเกษตรกรในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อรองรับแรงกดดันด้านภาษีและลงทุนจากต่างชาติในระยะยาว
สรุป: การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มจากการยอมรับ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะคุณภาพสถาบัน การเมือง และธรรมาภิบาล พร้อมปฏิรูประบบราชการและข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน